Print Friendly and PDF


ผู้มีส่วนได้เสียภาคประชาสังคมในประเทศ

กระบวนการผู้มีส่วนได้เสียหลากหลายกลุ่มเพื่อเจรจาข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (VPA) เกี่ยวข้องกับกลุ่มประชาสังคมที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แตกต่างกันไป และทำงานในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครอง สิ่งแวดล้อม การดำรงชีวิต สิทธิ ความโปร่งใส และประเด็นอื่นอีก

กลุ่มประชาสังคมจำนวนมากเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ส่วนกลุ่มอื่นอาจเป็นองค์กรชุมชน ชนพื้นเมืองท้องถิ่น กลุ่มที่มีความศรัทธา หรือสหภาพแรงงาน

กลุ่มประชาสังคมมีขีดความสามารถที่แตกต่างกันไปในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหา นำเสนอข้อห่วงใย จัดระบบ แบ่งปันข้อมูล และพัฒนาจุดยืนในการเจรจาต่อรอง

กลุ่มประชาสังคมอาจต้องการการอบรมหรือเงินทุนเพื่อช่วยให้เข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ในกระบวนการ VPA การเชื่อมโยงเข้ากับองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ และ/หรือ องค์กรผู้บริจาค อาจช่วยให้กลุ่มท้องถิ่นสามารถเข้าร่วม จัดการประชุม และทำให้ข้อห่วงใยของพวกเขาได้รับการรับฟัง

ในบางประเทศ เวทีภาคประชาสังคมและโครงสร้างผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ช่วยจัดระบบและส่งเสริมผลประโยชน์ของกลุ่มประชาสังคม

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำหรับผู้มีส่วนได้เสียภาคประชาสังคม คือการพัฒนาเวทีของตัวแทนที่รวบรวมความสนใจของสมาชิกทั้งหมด และสื่อสารออกมาเป็นเสียงเดียว สมาชิกของเวทีต้องมีมติร่วมกันในปัญหา แม้จะมีลำดับความสำคัญที่หลากหลาย และความคิดเห็นที่แตกต่าง

บางกลุ่มมีความสนใจที่เฉพาะเจาะจง เช่น กลุ่มชนพื้นเมืองท้องถิ่นอาจสร้างเวทีที่เป็นของตนเองขึ้นมา แทนที่จะเข้าร่วมในเวทีภาคประชาสังคมที่ครอบคลุมกว้างกว่า

มุมมองของ Elijah Danso เกี่ยวกับความสำคัญของ VPA ในกานา


"ตั้งแต่เริ่มต้น เรามอง FLEGT เป็นโอกาสของการบังคับให้ปฏิรูป เช่น การประกวดราคาและความโปร่งใสในการได้รับสัมปทาน และการเปลี่ยนสิทธิความเป็นเจ้าของป่าเพื่อสนับสนุนเกษตรกร เราต้องการพลังในระดับท้องถิ่น ถ้า VPA ทำไม่ได้ ก็จะล้มเหลว"


Elijah Danso เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสังคมและที่ปรึกษาด้านป่าไม้ในกานา / ที่มา: Pearce, F. 2012. Forest Stands: How New EU Trade Laws Help Countries Protect Both Forests and Peoples. FERN. 24pp. [ดาวน์โหลดไฟล์ PDF]

ตัวอย่างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการ VPA

กานา กระบวนการ VPA ในกานาได้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของรัฐบาลที่มีต่อภาคประชาสังคม ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างไร เมื่อกระบวนการ VPA เริ่มต้นในปี 2005 พันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชนมากกว่า 35 องค์กร ที่มีชื่อว่า Forest Watch Ghana ไม่มีที่นั่งในคณะกรรมการกำกับการทำงานของ VPA เลย

เมื่อตัวแทนภาคประชาสังคมยกประเด็นนี้ขึ้นมา รัฐบาลจึงเชิญ Forest Watch Ghana เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อให้การเป็นตัวแทนครอบคลุมกว้างขึ้น กลุ่มพันธมิตรจึงจัดตั้งกลุ่มติดต่อประสานงานที่ประกอบไปด้วยกลุ่มชุมชน เจ้าหน้าที่เดิมที่ปฏิบัติหน้าที่แต่แรกเริ่ม สมาคม สื่อ และองค์กรวิจัย จากนั้นตัวแทนสองคนจากกลุ่มนี้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกำกับการทำงาน

คณะกรรมการกำกับการทำงานจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบาย และคณะทำงานขึ้นเช่นกัน กลุ่มเหล่านี้ร่างเนื้อหาภาคผนวกของ VPA เกี่ยวกับนิยามและมาตรฐานความถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจพิสูจน์และการออกใบรับรอง กฎระเบียบตลาดภายในประเทศและการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมไม้ กลุ่มติดต่อประสานงานมีตัวแทนอยู่ในทุกกลุ่มเหล่านี้

อินโดนีเซีย องค์กรประชาสังคมเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาระบบการประกันความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ของอินโดนีเซียก่อนที่การเจรจา VPA จะเริ่มขึ้นในปี 2007 จากนั้นมา องค์กรประชาสังคมและรายบุคคลก็มีตัวแทนอยู่ในทีมเจรจา VPA ระดับชาติ และในคณะทำงานด้านเทคนิค พวกเขาเจรจาต่อรองเพื่อขอทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์อิสระได้สำเร็จ

บทบาทผู้สังเกตการณ์อิสระ เรียกกันในอินโดนีเซียว่าการเฝ้าสังเกตการณ์อิสระ เป็นส่วนประกอบสำคัญในระบบการประกันความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ของอินโดนีเซีย ตัวแทนภาคประชาสังคมได้ร้องขอให้ ภาคผนวกของ VPA หัวข้อ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ มีการรับรองว่าพวกเขาจะเข้าถึงข้อมูลที่ช่วยให้การสังเกตการณ์อย่างอิสระมีความหมาย

กลุ่มปฏิบัติหน้าที่ผู้สังเกตการณ์อิสระ ได้แก่ JPIK (เครือข่ายเฝ้าสังเกตการณ์ป่าไม้อิสระแห่งอินโดนีเซีย - Indonesian Independent Forestry Monitoring Network) JPIK มีสมาชิกองค์กรมากกว่า 60 องค์กร และสมาชิกรายบุคคลมากกว่า 300 รายจากทั่วอินโดนีเซีย

ไลบีเรีย กระบวนการ VPA ของไลบีเรียแตกต่างจากกระบวนการ VPA อื่นในส่วนที่ว่า ชุมชนจะมีเวทีแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นปัญหาเป็นของตัวเอง และตัวแทนที่ได้รับเลือกจะเป็นสมาชิกในคณะกรรมการกำกับการทำงานของ VPA

เครือข่ายกลุ่มท้องถิ่น (คณะกรรมการพัฒนาป่าไม้ชุมชน -Community Forestry Development Committees) จัดตั้งขึ้นในปี 2008 ดังนั้น เมื่อการเจรจา VPA เริ่มขึ้นในปี 2009 ช่องทางการเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับชุมชนจึงมีอยู่แล้ว และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล คณะกรรมการพัฒนาป่าไม้ชุมชนกระตุ้นการเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการ VPA กับชุมชนในวงกว้าง ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับ FLEGT ทางวิทยุท้องถิ่นด้วยภาษาถิ่น

ตัวแทนจากเจ็ดชุมชนและสมาชิกองค์กรประชาสังคมสี่ราย เช่น มูลนิธิเพื่อความริเริ่มของชุมชน (Foundation for Community Initiatives) และสถาบันพัฒนาความยั่งยืน (Sustainable Development Institute) มีที่นั่งในคณะกรรมการกำกับการทำงาน VPA ของไลบีเรีย แม้ชุมชนจะไม่มีตัวแทนอยู่ในทีมเจรจาระดับชาติ แต่ก็มีหนึ่งที่นั่งสำหรับภาคประชาสังคมในทีมเจรจานี้ ทำให้สามารถเข้าร่วมการเจรจาและแสดงความคิดเห็นได้

สาธารณรัฐคองโก กลุ่มประชาสังคมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ VPA มีบทบาทสำคัญในการได้มาซึ่งกฎหมายที่มอบสิทธิใหม่ให้แก่ชนพื้นเมืองท้องถิ่น เช่น การเข้าถึงการศึกษาและการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม มีการหน่วงเหนี่ยวถ้อยคำในกฎหมายใหม่เกี่ยวกับสิทธิของชนพื้นเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งกลุ่มประชาสังคมยื่นเงื่อนไขเข้าร่วมการเจรจา VPA หากมีการประกาศใช้กฎหมาย เป็นกฎหมายที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกในแอฟริกาซึ่งปัจจุบันมีเนื้อหารวมอยู่ใน VPA

ข้อมูลเพิ่มเติม

ลิงค์ภายนอก

Capacity4Development. 2013. Civil Society Shares Their Experience of the VPA Process at FLEGT Week 2013. [อ่านออนไลน์]

Jeffree, M. 2014. FLEGT forest power to the people. Timber Trades Journal Online October 2014: 48–49.

Pearce, F. 2012. Forest Stands: How New EU Trade Laws Help Countries Protect Both Forests and Peoples. FERN, Brussels, Belgium. 24pp. [ดาวน์โหลดไฟล์ PDF]



 

ข้อความปฏิเสธความรับผิด เนื้อหาใน แกะกล่อง VPA เป็นไปตามการถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์ที่รวบรวมและอธิบายโดยศูนย์อำนวยการการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าแห่งสหภาพยุโรป (EU FLEGT Facility) และด้วยเหตุนี้ ศูนย์อำนวยการจึงเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว สำหรับคำแนะนำหรือคำถาม กรุณาติดต่อ EU FLEGT Facility ได้ที่: info@euflegt.efi.int

© European Forest Institute 2016