สำหรับการพิมพ์และ PDF



พลวัตของกระบวนการ VPA

กระบวนการจัดทำข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (VPA) ประกอบด้วยหลากหลายกระบวนการที่ทับซ้อนและปฏิสัมพันธ์กัน กระบวนการเหล่านี้สะท้อนถึงการเมือง และพลวัตอื่นๆ ในสหภาพยุโรป ในประเทศหุ้นส่วนที่ส่งออกไม้ และในการเจรจาทวิภาคี

ดังนั้น กระบวนการ VPA จึงซับซ้อน มีโอกาสที่จะใช้เวลายาวนาน และมีแนวโน้มที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ที่สืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งระดับชาติ ไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งควบคุมกระบวนการ VPA แต่กระบวนการ VPA ขับเคลื่อนด้วยความเป็นหุ้นส่วน โดยผู้มีส่วนได้เสียรวมกลุ่มกันระบุทางออกของปัญหา โครงสร้างทั้งแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการต่างสนับสนุนกระบวนการเหล่านี้

ความคิดเห็น จากจอห์น ฮัดสัน (John Hudson) ถึงสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับ VPA

"หนึ่งในสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับผมก็คือ นี่ไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ไม่ใช่ภาคเอกชน แต่เป็นคนเหล่านี้ทั้งหมดที่มารวมกันเนื่องจากมีเหตุผลของการขับเคลื่อนที่เหมือนกัน และผมคิดว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้ คือผลพวงจากความร่วมมือของคนที่แตกต่างกัน มารวมกลุ่มกัน และไม่ได้มารวมกันโดยธรรมชาติ มันใช้เวลา และแน่นอนที่ความตึงเครียดยังมีอยู่ เพราะแรงจูงใจที่ต่างกัน แต่ความสำนึกในผลประโยชน์ส่วนรวมนั้นมีมากกว่าที่เคยเป็นมา"

จอห์น ฮัดสัน อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านป่าไม้ของ UK Department for International Development / ที่มา: จากบทสัมภาษณ์ของ EU FLEGT Facility ปี 2014

พลวัตของ VPA ในประเทศส่งออกไม้

พลวัตที่ส่งผลต่อกระบวนการ VPA ในประเทศส่งออกไม้ สะท้อนถึงบริบททางการเมืองระดับชาติ เรื่องที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญ และความสัมพันธ์ภายในแต่ละกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ

ความสัมพันธ์ภายในแต่ละกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ

การที่ผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆไม่เหมือนกันส่งผลให้กลุ่มเหล่านี้มีมุมมองต่อ VPA ต่างกัน และส่งผลให้ประเทศหนึ่งๆเข้าสู่การเจรจาหรือไม่ (ดูเนื้อหาในกรอบ ‘ความต้องการที่ต่างกันอาจส่งผลต่อความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับ VPA') ตัวอย่างเช่น:

  • รัฐบาลอาจเข้าใจว่า VPA เป็นเครื่องมือสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มรายได้ภาษีจากภาคป่าไม้ หรือรับประกันความยั่งยืนของการทำป่าไม้
  • ผู้ส่งออกไม้อาจมองว่า VPA เป็นช่องทางขยายตลาด หรือใช้กำจัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากไม้ผิดกฎหมายราคาถูก
  • องค์กรภาคประชาสังคมอาจเห็นว่า VPA เป็นเครื่องมือสู่ความสำเร็จในการปฏิรูปธรรมาภิบาล หรือการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

การที่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเห็นความสำคัญของเรื่องต่างๆไม่เหมือนกันทำให้เป็นการยากที่กลุ่มเหล่านี้จะหาจุดร่วมกันได้ อย่างน้อยก็ในช่วงแรก ความสัมพันธ์ในอดีตของกลุ่มเหล่านี้ที่มีอยู่น้อยและไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาสังคมกับภาครัฐ และกับภาคเอกชน จึงยิ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของกระบวนการเจรจา VPA อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ กระบวนการ VPA ได้ช่วยสร้างสมดุลพลวัตทางอำนาจ และส่งเสริมวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มหลักๆ

ความท้าทายสำคัญของผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่ม คือการทำให้กลุ่มอื่นเข้าใจมุมมองของตนและเข้าใจว่ากลุ่มของตนไม่ได้มีเจตนาร้าย การเข้าใจมุมมองของกันและกัน จะช่วยให้กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียพบวิธีประนีประนอม และวิธีการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่นำประโยชน์มาสู่ทุกฝ่าย การยืนหยัด การเสวนาแบบเปิด และความเต็มใจที่จะประนีประนอมคือกุญแจสำคัญ

ภายในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเดียวกันยังอาจให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆไม่เหมือนกันได้ด้วย เช่นในภาคเอกชน ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีความต้องการแตกต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนในกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม บางองค์กรก็สนใจในเรื่องเฉพาะเจาะจงที่ VPA อาจส่งผลกระทบ เช่น สิทธิมนุษยชน ความยากจน หรือความหลากหลายทางชีวภาพ แต่องค์กรอื่นอาจไม่ได้ให้ความสนใจ

การเจรจาภายในประเทศทั้งภายในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเดียวกัน และระหว่างกลุ่มต่างๆ จะกำหนดจุดยืนของประเทศในการเจรจาข้อตกลงทวิภาคี VPA กับสหภาพยุโรป ผู้มีส่วนได้เสียระบุถึงประโยชน์ที่พวกเขามีตรงกัน และบรรลุข้อตกลงร่วมกันในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ VPA ทำให้สำเร็จผ่านกระบวนการในประเทศเหล่านี้

ความต้องการที่ต่างกันอาจส่งผลต่อความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับ VPA

ลำดับความสำคัญของผู้มีส่วนได้เสียแตกต่างกันไป ทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มที่เป็นรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงป่าไม้อาจมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในสิ่งที่ VPA สามารถให้ได้ หัวข้อต่อไปนี้เป็นเพียงบางสิ่งที่สมาชิกของแต่ละกลุ่มต้องการที่จะได้รับ:

ภาครัฐบาล

ภาคเอกชน

ภาคประชาสังคม

  • ได้ประโยชน์จากมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรป่าไม้อย่างครบถ้วน
  • ระดมทุนเพื่อกองทุนแห่งชาติ
  • หยุดการสูญเสียรายได้จากการมีการทำไม้ที่ไม่ถูกกฎหมาย
  • สนับสนุนและ/หรือปฏิรูปการเงินภาคป่าไม้
  • เสริมสร้างวัตถุประสงค์ของการจัดการป่าไม้
  • นำธุรกิจนอกระบบมาทำให้เป็น ระเบียบแบบแผนหรือทำให้ถูกกฎ หมาย
  • ขยายตลาดภายในประเทศ
  • ปรับปรุงภาพลักษณ์ของประเทศและความน่าเชื่อถือของภาคป่าไม้ให้ดีขึ้น
  • ทำให้วาระปฏิรูปภาคป่าไม้มีความก้าวหน้าขึ้น
  • รักษาและขยายตลาด
  • สร้างความเสมอภาคโดยลดการ แข่ง ขันที่ไม่เป็นธรรมจากการค้าไม้ ที่ไม่ถูกกฎหมาย
  • ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ ได้
  • ทำให้ข้อกำหนด และขั้นตอนการควบคุมชัดเจนเพื่อลดการ ฉ้อราษฎร์บังหลวง
  • ลดค่าใช้จ่าย
  • เพิ่มประสิทธิภาพ
  • แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการมีความขัดแย้งกับชุมชน
  • มีสถานะ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย' เนื่องจากผู้ประกอบการขนาดเล็กจำนวนมากมีสถานะทางกฎหมายที่ไม่ชัดเจน
  • สร้างความเชื่อมั่นว่าสามารถแสดงความคิด เห็นและมีส่วนร่วม
  • ทำให้สิทธิชุมชนชัดเจนขึ้น และ/หรือเข้มแข็งขึ้น
  • ทำให้สิทธิของชนพื้นเมืองท้องถิ่นชัดเจนขึ้น และ/หรือเข้มแข็งขึ้น
  • มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่
  • ทำให้สิทธิของผู้ใช้ประโยชน์ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบการต่อชุมชนชัดเจนขึ้น
  • จัดเก็บค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับ การทำป่าไม้ และนำมาจัดสรรใหม่ให้กับชุมชน
  • สร้างความมั่นใจว่าจะมีพันธะความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการตัดสินใจ (การจัดสรรการใช้ที่ดิน)
  • สร้างความมั่นใจในการเข้าถึงข้อมูล ป่าไม้ และโรงเลื่อย ทำให้สามารถตรวจสอบภาคป่าไม้ ได้อย่างละเอียด

พลวัตที่เปลี่ยนไป

พลวัตของกระบวนการ VPA สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลังจากเสร็จสิ้นการเจรจาทวิภาคี และประเทศส่งออกไม้เริ่มนำระบบที่ได้ตกลงกันไปพัฒนาและนำไปปฏิบัติ VPA จะมีผลอย่างสำคัญต่อภาคเอกชน ซึ่งหมายความว่าการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะเข้มข้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหม่ๆ มักเกิดขึ้นระหว่างการลงมือดำเนินการ พลังขับเคลื่อนอาจหดหายไป หรือการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ อาจอ่อนแรงลงได้ ดังตัวอย่างที่ปรากฏในหลายกระบวนการ VPA ที่มีมาจนถึงปัจจุบัน องค์กรภาคประชาสังคมมักจะใช้พละกำลังอย่างมากมายในขั้นตอนการเจรจา แต่ระดับของพละกำลังนี้มักตกลงเมื่อกระบวนการ VPA เคลื่อนเข้าสู่ขั้นตอนการนำไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า การดำเนินการจะมีความคืบหน้ารวดเร็วขึ้น หากผู้มีส่วนได้เสียได้ร่วมกันแบ่งปันความรับผิดชอบในการนำ VPA ไปปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมักให้ความสนใจข้อตกลง VPA ในแง่มุมของการค้ามากกว่าประเด็นธรรมาภิบาลที่รองรับการค้านั้นอยู่ ภาครัฐอาจเห็นการดำเนินการตามข้อตกลง VPA เป็นเพียงการทำโครงการพัฒนาโครงการหนึ่งเท่านั้น แทนที่จะเห็นว่าเป็นกระบวนการทางการเมืองที่กำลังดำเนินไป ความซับซ้อนของ VPA เองและความท้าทายในการนำระบบ VPA ไปปฏิบัติ อาจสร้างอุปสรรคต่อการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กระบวนการนำไปปฏิบัติอาจประสบความยากลำบาก ถ้าผู้มีส่วนได้เสียคาดหวังให้ VPA เป็นทางออกของทุกปัญหา

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งในขั้นตอนของการนำ VPA ไปปฏิบัติก็คือ การที่รัฐบาลของประเทศหุ้นส่วนอาจเบนความสนใจไปสู่การริเริ่มอื่นๆ แทน เช่น เรดด์พลัส (REDD+) [การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา] หรือวาระปฏิรูปกฎหมายอื่นๆ ที่มีศักยภาพที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากภายนอกประเทศ หรือที่ได้รับความสนใจทางการเมืองมากกว่า

เพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ รัฐบาลสามารถทำสิ่งต่อไปนี้:

  • ปรับเปลี่ยนกลไกการหารือกับผู้มีส่วนได้เสียที่ใช้ในขั้นตอนการเจรจาของกระบวนการ VPA ด้วยการคำนึงถึงขั้นตอนการนำไปปฏิบัติเอาไว้ด้วย
  • กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ เสียใหม่
  • ให้ผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มมีส่วนร่วมในการนำข้อตกลงไปปฏิบัติเฉพาะด้านที่เหมาะสมกับกลุ่มนั้นๆ
  • ทำให้การดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐในการประสานงานกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นจริง
  • นำภาคผนวกต่างๆของ VPA ไปปฏิบัติอย่างสมดุล ไม่ใช่ทำแต่เรื่องเชิงเทคนิค และไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปธรรมาภิบาล
  • สื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้าของการดำเนินการ

อิทธิพลจากนานาประเทศต่อกระบวนการและพลวัตภายในประเทศหุ้นส่วน

ปัจจัยระหว่างประเทศสามารถมีอิทธิพลต่อกระบวนการ VPA ในประเทศส่งออกไม้ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่:

  • ความต้องการไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค
  • แนวโน้มของตลาดระหว่างประเทศ เช่น อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากตลาดนอกสหภาพยุโรป ตัวอย่างเช่น จีน อินเดีย และไนจีเรีย
  • ความกดดันต่อประเทศต่างๆ ให้ปกป้องผืนป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทั่วโลกที่จะจำกัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • รายงานจากองค์กรสนับสนุนต่างๆ เกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการค้าไม้ที่ไม่ถูกกฎหมาย

พลวัตของ VPA ในสหภาพยุโรป

แผนปฏิบัติการ FLEGT ปี 2003 เป็นการตอบสนองของสหภาพยุโรปต่อความกังวลที่เพิ่มขึ้นถึงผลกระทบที่เป็นภัยจากการค้าไม้ที่ไม่ถูกกฎหมาย

ความกดดันให้ดำเนินการมาจากผู้มีส่วนได้เสียของสหภาพยุโรปได้แก่ องค์กรประชาสังคม ภาคเอกชน และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศ ความกดดันยังมาจากการถกอภิปรายทางการเมืองในการประชุมกลุ่มประเทศ G8 และการประชุมระดับภูมิภาคในทวีปเอเชียและแอฟริกาในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000

การพิจารณาหารืออย่างรอบคอบของผู้มีส่วนได้เสียในสหภาพยุโรป ผนวกกับการถกอภิปรายทางการเมืองเหล่านี้ ก่อให้เกิดแผนปฏิบัติการ EU FLEGT

ภายใต้แผนปฏิบัติการ EU FLEGT สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกได้พัฒนากรอบเพื่อการเจรจาทวิภาคีกับประเทศส่งออกไม้ ผู้มีส่วนได้เสียในสหภาพยุโรปได้แจกแจงความคาดหวังของพวกเขาที่มีต่อ VPA ไว้ในการถกอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และในรัฐสภายุโรป การถกอภิปรายเหล่านี้ได้นำไปสู่สาระของกฎระเบียบ FLEGT ของสหภาพยุโรปใน ปี 2005 และคำสั่งจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ที่มีไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาข้อตกลง VPA

การประชุมบรรยายสรุป การเยี่ยมเยือนของผู้มีส่วนได้เสีย และการล็อบบี้ในรัฐสภายุโรป ทำให้มีการรวบรวมความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในสหภาพยุโรปเข้าไว้ในกระบวนการ VPA มากขึ้นอีก อาทิเช่น การประชุมบรรยายสรุปทำให้ผู้มีส่วนได้เสียในสหภาพยุโรปสามารถแสดงออกถึงข้อห่วงใย และความคาดหวังของพวกเขาในระหว่างการเริ่มเจรจา VPA โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคาเมรูน กานา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ระหว่างการเจรจา VPA คณะกรรมาธิการยุโรปจะแจ้งผู้มีส่วนได้เสียในสหภาพยุโรปให้ทราบถึงความคืบหน้าของการเจรจา และเชิญประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเข้าร่วมทีมเจรจาของสหภาพยุโรปด้วย พลวัตจะเปลี่ยนไปเมื่อขั้นตอนการเจรจา VPA สิ้นสุดลงและขั้นตอนการนำไปปฏิบัติเริ่มต้นขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น คณะกรรมาธิการยุโรปในกรุงบรัสเซลส์จะส่งต่อความรับผิดชอบในเรื่อง VPA ให้แก่คณะผู้แทนสหภาพยุโรปที่อยู่ในประเทศหุ้นส่วน

ขณะที่ประเทศหุ้นส่วนขับเคลื่อนการนำ VPA ไปปฏิบัติ สหภาพยุโรป และ/หรือ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอาจให้ความช่วยเหลือประเทศหุ้นส่วนเพื่อการยกระดับระบบ และการปฏิรูปต่างๆ สหภาพยุโรปอาจสนับสนุนให้ประเทศหุ้นส่วนเชื่อมโยง VPA เข้ากับวาระทางการเมืองและการพัฒนาที่กว้างขึ้น และอาจสนับสนุนให้ ผู้มีส่วนได้เสียยังคงสามารถมีส่วนร่วมต่อไปในขั้นตอนของการนำไปปฏิบัติ

ตลอดกระบวนการ VPA คณะกรรมาธิการยุโรปเผชิญกับการตรวจสอบโดยละเอียดจากผู้มีส่วนได้เสียในสหภาพยุโรป อันได้แก่ เอ็นจีโอ กลุ่มภาคเอกชน และรัฐสภายุโรป




 

ข้อความปฏิเสธความรับผิด เนื้อหาใน แกะกล่อง VPA เป็นไปตามการถ่ายทอดบทเรียนและประสบการณ์ที่รวบรวมและอธิบายโดยศูนย์อำนวยการการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้าแห่งสหภาพยุโรป (EU FLEGT Facility) และด้วยเหตุนี้ ศูนย์อำนวยการจึงเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว สำหรับคำแนะนำหรือคำถาม กรุณาติดต่อ EU FLEGT Facility ได้ที่: info@euflegt.efi.int

© European Forest Institute 2016